OPINION

เรื่องของการ เอาอยู่ In Control

สุรพร เกิดสว่าง
23 ต.ค. 2560
ในบ้านพักคนชราแห่งหนึ่ง มีการทดลองแบ่งกลุ่ม โดยกลุ่มแรก คนแก่ถูกเชิญมาประชุมและได้รับแจ้งว่า ตั้งแต่
นี้ต่อไป ให้รับผิดชอบตัวเองเต็มที่ ของใช้อะไรขาดให้บอกเพราะไม่มีคนคอยดูให้ ต้องทำอะไรต่างๆด้วยตัวเอง
และกำหนดตารางเวลาประจำวันเอง ส่วนกลุ่มที่สอง ที่อยู่คนละชั้น มีคนคอยคิดแทน ดูแลบริการให้ตลอดแทบ
จะไม่ต้องกระดิกนิ้ว   

สำหรับคนแก่แล้ว ดูเหมือนว่าอยู่ดีๆ เรียกมาบอกให้ดูแลตัวเองก็คงใจร้ายไปหน่อย อีกทั้งบ้านพักคนชราก็
น่าจะดูแลคนวัยอ่อนแอทั้งกายและสมองอย่างเต็มที่ ไม่ใช่ให้รับผิดชอบตัวเอง

แต่ผลปรากฏว่า เมื่อเวลาผ่านไป กลุ่มที่ต้องดูแลตนเองมีกลับความสุขกว่า และกระตือรือร้นที่จะร่วมกิจกรรม
ต่างๆมากกว่า  อีกทั้งใน 18 เดือนต่อมาปรากฏว่า กลุ่มนี้มีสุขภาพดีกว่ากลุ่มที่มีคอยคนปรนนิบัติแบบ first class 

หนังสือ Influencial Mind โดย Tali Sharot แห่ง University Collage London ตั้งข้อสังเกตจากการทดลองนี้ว่า
สิ่งที่น่าสนใจเป็นพิเศษก็คือ ในกลุ่มคนแก่ที่มีคนคอยบริการนั้น จริงๆแล้ว พวกเขาจะลงมือทำกิจวัตรประจำวัน
เองก็ได้ ไม่มีใครห้าม แต่ด้วยความรู้สึกว่า มีคนทำให้แทน ทำให้ลึกๆแล้ว พวกเขารู้สึกไม่ได้ in control  ไม่ได้
เป็นผู้จัดการชีวิตตนเอง  และการความขาดความรู้สึกนี้เอง ที่บั่นทอนจิตใจและสุขภาพ ทั้งๆที่ พวกเขามีความ
เป็นอยู่ที่สะดวกสบายกว่ากลุ่มแรก

นั่นแสดงให้เห็นว่า ความรู้สึก in control มีความสำคัญกับมนุษย์เพียงไร - สำคัญกว่าความสะดวกสบายเป็นไหนๆ
จึงไม่น่าประหลาดใจว่า คนที่ท่องเที่ยวด้วยตนเอง จะรู้สึกทริปนั้นน่าจดจำ สร้างความหมายให้กับชีวิตมากกว่า
คนที่ไปกับกรุ๊ปทัวร์โบกธง ทั้งที่ทริปเที่ยวเองย่อมมีปัญหามากกว่า  และอาจเป็นคำตอบด้วยว่า ทำไม Ikea
ถึงประสบความสำเร็จทั้งๆ ที่ลูกค้าต้องเอาเฟอร์นิเจอร์ไปประกอบเอง หรืออธิบายว่า ทำไมธุรกิจที่ขาย
ความสาหัสอย่าง obstacle race เช่น Spartan Race ถึงบูมทั่วโลก 

ดังนั้น หากอยากให้ชีวิตมีความหมาย นักจิตวิทยาบอกว่า อย่าได้กอดความสบาย เพราะนั่นทำให้คนเราไม่ได้
exercise ความรู้สึกเป็นเจ้าของชีวิต ไม่ได้รู้สึก in control กับชีวิต  และจะเป็นการบั่นทอนกัดกร่อนชีวิตไปเรื่อยๆ
จนอาจถึงจุดอันตรายได้



ธรรมชาติของมนุษย์ไม่ชอบความไม่แน่นอน เป้าหมายในชีวิตอย่างหนึ่งของคนเราคือ ขจัดความไม่แน่นอนให้
หมดไปจากชีวิตให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และนั่นทำให้การพยายามควบคุม หรือ control เป็นพฤติกรรมหลัก
ของมนุษย์ ที่โดดเด่นแตกต่างไปจากสัตว์อื่น  ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไร มนุษย์มีสัญชาตญาณต้องการควบคุมมันทั้งสิ้น
และความรู้สึกว่า “in control” หรือ “เอาอยู่”  นี่เอง ที่ทำให้ชีวิตรู้สึกมีความหมาย เป็นเจ้าของชีวิต 

นอกจากนั้น ความต้องการ in control ในมนุษย์นั้นรุนแรงขนาดว่า เพียงขอให้ได้เชื่อว่า control ได้ก็พอใจแล้ว
ไม่ต้องเป็นจริงก็ได้  

มีการทดลองให้คน “ออกแบบ” รองเท้ากีฬาให้กับตนเองบนหน้าจอ โดยกลุ่มแรก ต้องเริ่มจากการ log in เอง
และทำทุกอย่างด้วยตัวเอง แล้วเลือกจากแบบของชิ้นส่วนรองเท้าต่างๆที่มีอยู่แล้ว มาประกอบเป็นรองเท้าบนจอ
(ซึ่งที่จริงก็คือการทำซ้ำที่ออกแบบมาแล้ว ไม่ได้เป็นการออกแบบใหม่จริง) กับอีกกลุ่มหนึ่ง
ให้นั่งดูการออกแบบเฉยๆจากจอ 

เมื่อผู้ทดลองแอบปนรองเท้าแบบต่างๆหลายสิบคู่ของทั้งสองกลุ่มเข้าด้วยกัน จนไม่มีใครจำได้ว่าออกแบบเอง
หรือแค่นั่งดู และขอให้แต่ละคนให้คะแนน ผลคือ รองเท้าไหนที่คนเดาว่าตัวเองออกแบบเอง (=in control)  
จะได้คะแนนมากกว่า ทั้งที่จริงแล้วมีหลายคู่ที่จำผิด ส่วนกลุ่มที่นั่งดูเฉยๆนั้น สามารถให้คะแนนได้โดยไม่มีการ bias   

นั่นหมายความว่า เพียงแค่เชื่อว่าสิ่งของนั้นหรือเหตุการณ์นั้น in control ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เกิดความ
พอใจจนลำเอียง โดยไม่ต้องเสียเวลาพิสูจน์ก็ได้ ไม่ต่างจากการพึ่งสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งเพียงคิดว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์
กำลังช่วยเหลืออยู่ ก็ทำให้ผู้นั้นรู้สึก in control แล้ว

นักจิตวิทยาบอกว่า บรรดาความเครียดของคนเรานั้น หากลองสืบสาวหาสาเหตุดู จะพบว่า ลึกๆมาจากความรู้สึกว่า
เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ 

หลายจึงคนพยายามหาทางออกด้วยการ “สร้างความรู้สึก” เสมือนว่าควบคุมได้ขึ้นมาแทน ไม่ว่าจะเป็นการ
พึ่งพาสัญลักษณ์อย่างสร้าง process หลอกๆขึ้นมาสักอย่างที่ทำให้ดูดี เช่น ใช้มาตรการความปลอดภัยหลอกๆ
ที่พบเห็นได้ทุกวัน หรือ พิธีกรรมการเขียน strategic planning ขององค์กร ที่เสร็จแล้วเอาไปใช้ไม่ได้ หรือ
การหมกมุ่น micro management ในทุกเรื่อง ที่ไม่มีทางสำเร็จ

ในโลกจริงมีสิ่งมากมายที่เราไม่สามารถควบคุมมันได้เลย และหากยิ่งไปพยายามคุม อาจจะยิ่งทำให้เกิดผล
ตรงข้ามกับทีเราต้องการด้วยซ้ำ จากเรื่องที่พอบริหารจัดการได้ กลายเป็นเรื่องที่จัดการอะไรไม่ได้ไปอย่างสิ้นเชิง 

เหมือนกับที่เศรษฐศาสตร์พูดถึงกลไกของตลาดเสรี ที่ทั้ง demand และ supply สามารถทำงานได้อย่างอิสระ
ไม่มีการควบคุมให้เกิดการบิดเบือน ราคาสินค้าจึงเป็นไปตามความจริง แต่เมื่อมีความตั้งใจให้คนได้ซื้อของถูก
โดยควบคุมราคาสินค้า กลับทำให้สินค้าหายไปจากร้าน ไปปรากฏใน ตลาดมืด หรือ black market แทน
ทำให้มีราคาแพงกว่าแรกเดิมไปอีก เพราะต้องรวมเอาต้นทุนค่าจ่ายใต้โต๊ะต่างๆ 

นั่นหมายความว่า การพยายามความคุม อาจให้ผลตรงข้ามกับที่ต้องการ หากการควบคุมนั้นไม่เป็นไปตาม
กลไกธรรมชาติ ไม่มีทางออกดีๆให้ผู้ถูกควบคุมเลือก จนต้องไป “เปิดเกมใหม่” ซึ่งในที่นี่ก็คือ ตลาดมืด
อันยิ่งทำให้ควบคุมยากขึ้นไปอีก หรือคุมไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

อย่างในเรื่องของ “space” กับชีวิตคู่ คู่ที่ยอมรับการมี space ส่วนตัวได้ จะมีชีวิตราบรื่นมากกว่าคู่ที่พยายาม
control กันและกัน เพราะการพยายาม control คือ การพยายามเอาชนะอีกฝ่าย และนั่นหมายถึงการต่อสู้กันแบบหนึ่ง
ซึ่งย่อมไม่ใช่วิธีทีดีในการใช้ชีวิตคู่  และเมื่อถูก control หนักมากๆ จนไม่มีทางไป ผลคือ ผู้นั้นจะเปิดเกมใหม่แทน
ซึ่งก็คือ ขอเลิก หรือไม่ก็แอบไปมีความสัมพันธ์ลับๆ ซึ่งไม่ต่างจากสาเหตุการเกิด black market ในวิชาเศรษฐศาสตร์

แต่ที่ร้ายยิ่งกว่าการหนีไปเปิดเกมใหม่ ก็คือ สถานการณ์ “หมาจนตรอก” หรือ จนมุม – cornered
ที่คนถูกควบคุมอย่างแรงจนไม่มีทางหนี ไม่มีที่จะไป และที่สำคัญ ไม่มีอะไรจะเสีย นอกจากหันมาโต้ตอบกลับ 

ดังนั้น การพยายามควบคุมเบ็ดเสร็จ หรือ absolute control จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง  
เพราะจะนำไปสู่การปะทะกัน และควบคุมอะไรไม่ได้ในที่สุด กลายเป็น paradox อย่างหนึ่ง คือ
ยิ่งพยามคุม 100%  จะกลายเป็นคุมได้ 0% 

เพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะที่อาจะทำให้แพ้ทั้งคู่ “ทางออกที่ยอมรับได้” จึงเป็นสิ่งจำเป็น และนั่นหมายถึงว่า
การควบคุมที่ได้ผลจริง คือ การควบคุมแบบไม่เต็มที่ 

ในอีกขั้วหนึ่ง การไม่พยายามไปควบคุมอะไรเลย บางครั้งกลับจะเป็นการสร้างสภาวะ in-control ที่ดีที่สุด
และมีเสถียรภาพที่สุดก็ได้ โดยปล่อยให้กลไกของเงื่อนไขทำงานกันเอง หรือถูกควบคุมโดย “มือที่มองไม่เห็น”
หรือ “invisible hand” อย่างที่เรียกในวิชาเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยกลไกตลาดเสรี

invisible hand ทำงานอยู่หลายที่ แม้กระทั่งกับชีวิตคู่ : เมื่อเริ่มรู้จักกันใหม่ๆ หรืออยู่ในสภาพ “ดูใจกัน”
เรามักจะพบแต่สิ่งดีๆที่แต่ละคนพยายามหยิบยื่นให้กันและกัน ระมัดระวังกระทบกระทั่งกัน แต่แล้วเมื่อ
ความสัมพันธ์ผ่านเข้าสู่ช่วงที่ตกลงเป็นแฟนกันจริงๆแล้ว บางคนกลับพบว่า ไม่ได้สวยงามเหมือนดังช่วงแรก
แทนที่ต่างฝ่ายต่างเป็นฝ่ายให้ ต่างเริ่มจะ demand มากขึ้นเรื่อยๆ และอาจเริ่มมีปากเสียงกันบ่อยขึ้น  
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? 

นั่นเป็นเพราะ ในช่วงแรก ที่ไม่มีใครกล้าไป control ใคร ต่างรู้ดีว่าทั้งสองคนมีสิทธิปฏิเสธอย่างง่ายๆได้ทุกเมื่อ
และนั่นทำให้ต่างคนระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเสนอแต่สิ่งดีๆให้กัน ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน “invisible hand”
หรือในที่นี้คือ “เงื่อนไขที่สามารถตีจากได้แบบ real time” จึงทำให้ความสัมพันธ์ถูกทะนุถนอมอย่างดี
และดำเนินไปอย่างโรแมนติก เต็มไปด้วยการให้อภัย

แต่เมื่อเข้าสู่สถานภาพคู่ชัดเจนแล้ว มี commitment ตามมา (ซึ่งก็คือมาตรการ control ความสัมพันธ์ให้
ชัดเจนแน่นอน) เมื่อนั้น ทั้งสองคนมีความสบายใจว่า in control แล้วในระดับหนึ่ง จึงกล้าที่จะวาง demand ต่างๆ
เกรงใจน้อยลง กล้าแสดงด้านลบออกมา ทำให้บรรยากาศหลังมี commitment ของบางคู่ ไม่ได้สวยงามนัก
จนบางคู่ไม่สามารถไปต่อ  

กลายเป็น paradox อีกอย่างว่า การไม่มี control กลับทำให้เกิดสภาพราบรื่น ส่วนการเข้าไป control กลับทำ
ให้เกิดผลตรงข้าม เหนือกว่าความสามารถมนุษย์ ยังมี invisible hand ให้ยืมใช้  

ว่าแต่ว่าธรรมชาติมนุษย์จะกล้ายืมมือ invisible นี้มาใช้หรือไม่ แค่นั้นเอง
About the Author
background จากการศึกษาและทำงานด้าน การเงินการธนาคาร เศรษฐศาสตร์ และ IT เชื่อว่าคนเราสามารถหาความสุขได้ง่ายๆจากความอยากรู้อยากเห็นและความสงสัย นอกจากการอ่านและเขียนแล้ว เขาใช้ชีวิตกับกิจกรรม outdoor หลากหลายชนิด
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
การ์ตูนล้อเลียน by น้าชู
คนเราจะรักกันมากๆได้อย่างไร ถ้าไม่ใช่มาจากตัวจริงของเราเอง?